ทำไมถึงต้องใช้สาย INDOOR/OUTDOOR
? จากการติดตั้งสาย OUTDOOR ของประเทศไทย
ส่วนใหญ่จะเดินสาย OUTDOOR
จากภายนอกและเดินเข้าภายในอาคารเลย
ซึ่งตามข้อกำหนดสากลนั้น สาย OUTDOOR
จะมีข้อเสียอยู่หนึ่งข้อคือ
ลามไฟซึ่งไม่เหมาะสมกับการเดินภายในอาคารดังนั้นเพื่อความถูกต้องจึงนิยมใช้สาย NDOOR-OUTDOOR มาเดินแทนสาย OUTDOOR
โดยจะมีราคาเพิ่มขึ้นไม่มาก test1 |
| |
สายไฟเบอร์
ประกอบด้วยอะไรบ้าง? โครงสร้างของสาย
Fiber Optic นั้น จะมีชั้นของ Jacket ทีละชั้น
มีดังนี้
| 1. |
เส้นแก้ว (Optical Core)
ซึ่งเป็นตัวนำสัญญาณ จะมีขนาดและเส้นผ่าศูนย์กลาง
9 mm, 50 mm และ 62.5 mm |
| 2. |
ฉนวนเคลือบ (Codding)
เป็นสารเคลือบแก้วให้นำสัญญาณได้
นิยมเคลือบจนแก้วมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 125 mm |
| 3. |
ฉนวนป้องกัน (Coating)
เป็นเสมือนผนังของเส้นแก้วที่เคลือบให้ปลอดภัยขึ้น
และใส่สีที่ผนังชั้นนี้
ซึ่งจะเคลือบจนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 250 mm |
| 4. |
ปลอกสาย (Buffer) เป็นเสมือนปลอกสาย
หรือเสื้อชั้นในที่หุ้นป้องกัน
มักมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 900 mm (นิยมเรียก
Buffer Tube) |
| 5. |
ปลอกหุ้ม (Jacket)
เป็นเสมือนเสื้อนอกที่ใส่ให้เกิดความเรียบร้อย
ฉนวนชั้นนี้จะมีความแตกต่างตามการใช้งานได้แก่ Indoor, Outdoor
เป็นต้น | |
| |
สาย Ext Grade
คืออะไร? Ext Grade ย่อมาจาก Extend
Grade หมายถึง เส้นแก้ว Optical ที่นำมาผลิตสาย Fib
Optic เป็นแก้วที่มีคุณภาพสูง
มีความเป็นระเบียบในการจัดแสงที่ผ่านไปในตัวแก้ว
ทำให้ลดการสูญเสียใน การส่งสัญญาณได้ดี
เลือกสายแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งานี้
| 1. |
Duct Cable คือ สาย Outdoor
ประเภทหนึ่งที่ออกแบบโครงสร้างไม่มีส่วนใดเป็นตัวนำไฟฟ้า
(All-Dielectric) ซึ่งจะมีคุณสมบัติกันฟ้าผ่า
และจะมีแกนกลางที่ออกมารับโครงสร้างให้แข็งแรง
การใช้งานจะนำไปร้อยในท่อ HDPE
หรือท่อเหล็ก |
| 2. |
Direct Burial คือ
สายที่ถูกออกแบบมาให้สามาระฝังดินได้
โดยไม่ต้องร้อยท่อ Conduit ส่วนใหญ่จะมี Steel
Armored ป้องกันสายภายใน |
| 3. |
สาย Fig 8 คือ เป็นสายที่เดินในอากาศ (Aerial)
โดยลักษณะโครงสร้างของสายจะเหมือนเลข 8
โดยด้านบนของเลข 8 จะเป็น Sling ที่ใช้แขวนสาย
และมี Steel Armor กันสัตว์แทะ |
| 4. |
ADSS ย่อม่าจาก All Dieletic self support
กล่าวคือ เป็นสาย Outdoor
แบบใหม่พัฒนามาให้มีโครงสร้างที่สามารถแขวนตามเสาได้โดยไม่ต้องใช้
Sling เพราะ Sling เป็นตัวนำไฟฟ้า
อาจเกิดปัญหาที่ไฟช็อตหรือฟ้าฝ่าได้
ทั่วไปต้องเป็น Double Jacket
เพื่อความคงทนในการใช้งานและป้องกันการรบกวนของสัตว์ | |
| |
Military Gade
คืออะไร?
| 1. |
MIL Grade = Military Grade
เป็นมาตรฐานสำหรับสินค้าของกองทัพสหรัฐอเมริกาเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า
และมีคุณภาพ มากกว่าสินค้าโดยทั่วไป |
| 2. |
Shield 95 % หมายถึง
เปอร์เซ็นต์เส้นลวดที่ถักทับฉนวนของสาย
เพื่อลดหรือป้องกันการรบกวนของสนามแม่เหล็ก
ซึ้งปกติทั่วไป หุ้มประมาณ 65 % ตุ่ถ้าต้องการสินค้าที่คุณภาพสูง ๆ ต้องหุ้ม
95% |
| 3. |
สาย INTERLINK RG 6/U
ได้ถูกคัดเลือกให้ใช้ระบบ CCTV
ในเขตพระราชฐานวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังจำนวน
30,000 เมตร อันเป็นการยืนยันคุณภาพของสาย CO-AXIAL INTERLINK
ได้เป็นอย่างดี | |
| |
เลือกใช้
Adapter ให้เหมาะสมได้อย่างไร
| 1. |
Adapter ของ Singlemode
สามาระใช้ได้กับ Multimode และ Singlemode เพราะ
Ferule ของ Singlemode จะมีความละเอียดและดีกว่า
Multimode |
| 2. |
หมดปัญหาสายใยแก้วหักขณะเข้าหัวหรือม้วนเก็บความเรียบร้อยใส่ในตู้หรือแผงกระจายสาย
ด้วยการสวม Buffer Tube ขนาด 900 ?m,
ป้องกันการแตกหัก เพื่อความสะดวกและปลอดภัย
สมเป็นมืออาชีพ |
| 3. |
เครื่องมือ Terminate และ OTDR ราคาสุดพิเศษ
เพื่อให้คุณเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง.... | |
| |
ความแตกต่างของ Polymer กับ
Ceramic Polymer เป็ฯวัสดุประดิษฐ์จาก
PVC คล้าง ๆ กับพลาสติก ส่วน Ceramic ผลิตจากวัสดุ
Zincronia ซึ่งเป็นแร่ธาติชนิดหนึ่งคุณสมบัติของ
Ceramic จะคงทน มีความละเอียดดว่า Polymer มาก
และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานว่า
และที่สำคัญที่สุดก็คือ Loss จะน้อยกว่า Polymer มาก
|
| |
ชนิดของ Patch
Card Fiber Optic Patch Cord มี 3
ชนิดให้เลือก คือ
| 1. |
แบบ Simplex คือ เป็นสายเดี่ยว ๆ
ซึ่งนิยมใช้ในงาน Telecom |
| 2. |
แบบ Duplex คือ สายคู่ติดกัน ที่มักจะใช้ในงาน Computer แต่ก็มีบางครั้งที่นำมาใช้ระบบ
Telecom |
| 3. |
แบบ Pigtails คือ แบบสายเดี่ยวหรือสายเปลือย
และมีหัวด้านเดียว (ลักษณะเหมือนชื่อเรียกคือ
หางหมู) | |
| |
SX กับ LX
ต่างกันตรงไหน ? การส่งสัญญาณในสายใยแก้ว
จะใช้วิธีส่งผ่านความยาวคลื่น
โดยหากเป็นความยามคลื่นของสาย Multimode ที่ 850 mm
จะเรียกสั้น ๆ ว่า SX (คลื่นสั้น) แต่ถ้าส่งผ่านสาย Singlemode (LX) สามารถรองรับสัญญาณได้ 2
ความยาวคลื่น (Wavalenght)
โดยขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ส่งสัญญาณ คือ 1310 nm และ
1550 nm
ดังนั้นในการที่จะขายระยะทางให้เพิ่มขึ้นอีกมาก
ๆจึงต้องใช้ Wavalenght ที่ 1550 nm
อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบจากคู่มืออุปกรณ์ SWITCH และ
HUB ที่ต้องการต่อพ่วงว่าใช้ Wavalenght ใด
เพื่อจะได้เลือกได้เลือกใช้ Media Converter
ที่เหมาะสม |