|
ที่มา:
ชงโคสาร
{
| |
|
 |
บ่อยครั้งเมื่อมีการพูดถึงวิศวกรฝ่ายขาย (sales
Engineer ) บางคนถึงกับหน้าเบ้
และปฏิเสธตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน
คือจะไม่พิจารณาหางานที่เป็นฝ่ายขาย
ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนจบทางด้านวิศวกรในยุคปัจจุบัน
แต่เป็นเรื่องที่มีขึ้นมาทึกยุคทุกสมัยเพราะนักศึกษาที่เรียนมาทางสาขาวิศวกรรมศาสตร์นั้น
เมื่อเรียนจบความมุ่งหวังอย่างแรกคือ
อยากจะได้ทำงานให้ได้ดิบได้ดีในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
(ที่ไม่ใช่ฝ่ายขาย) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
เช่นบางคนเองคาดหวังที่จะได้ทำงานในตำแหน่งวิศวกรโรงงานได้แต่งชุด
Work shop ไปไหนมาไหนมีแต่คนเรียกว่า
"นายช่าง" ดูเท่ห์ไม่น้อย
บางคนเองคาดหวังที่จะทำหน้าที่ออกแบบระบบงานต่างๆตั้งแต่ระบบคอมพิวเตอร์
ระบบประปา ระบบไฟฟ้า ระบบดับเพลิง และอีกหลายๆระบบ
(รวมถึงงานที่ไม่เป็นระบบอีกมาก)
โดยงานเช่นนี้มีตั้งแต่การเป็นวิศวกรที่ปรึกษาหรือที่ถูกเรียกว่า
Consultant Engineer บ้าง
System Engineer บ้าง
บางคนต้องการเป็นผู้รับเหมาติดตั้งระบบงานต่างๆที่ถูกเรียกว่า
Contractor |
|
หรืองานการเขียนโปรแกรมต่างๆที่ถูกเรียกว่า
Programmer และยังมีงานอีกหลายงานที่เป็นความใฝ่ฝันของผู้ที่เรียนจบวิศวกรมาต้องการทำ
ถ้าจะวิเคราะห์กันอย่างลึกซึ้ง ถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้
ส่วนหนึ่งมาจากกอิทธิพลทางสังคม(Social Influencing) หรือการคาดหวังของสังคม (Social
Expectation )
ที่สำคัญผู้เรียนจบมาทางซิศวกรนั้น
ส่วนใหญ่เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูลที่ได้ร่ำเรียนในคณะที่ได้รับการยอมรับของสังคมในวงกว้าง
หรือส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความโชคดีของผู้ที่เรียนมาทางนี้
ทำให้ปริมาณความต้องการของตลาดมีมากจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะหางานทำในสายงานที่ตนเองเรียนมา
แต่มองอีกนัยหนึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ผู้ที่เรียนวิศวกรมาไม่น้อย
เพราะค่านิยมต่างๆนานาทำให้การทำงานถูกล้อมกรอบทางความคิด(Thinking
Block)
ทำให้ตนเองนั้นมุ่งไปยังงานไม่กี่ประเภทที่ตนเองมีความรู้
หรือได้ร่ำเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัย
ด้วยเหตุเช่นนี้จึงอาจทำให้ผู้ที่จบวิศวกรมาส่วนใหญ่นั้น
มีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาชีพการขายหรือที่ถูกเรียกว่าวิศวกรฝ่ายขาย(sales
Engineer
)
บางคนอาจจะรู้สึกดีแต่ก็ไม่ถูกยอมรับจากสังคมรอบข้างที่ตนเองอยู่เช่นความไม่เห็นด้วยจากครอบครัว
เพราะต้องการให้ทำงานอยู่กับที่ หมายถึงประจำสำนักงาน
ประจำโรงงานหรืออย่างมาก็ประจำไซต์งานที่ต้องรับผิดขอบรู้สึกว่าเป็นงานที่เป็นหลักเป็นแหล่งดี
ความเข้าใจเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในสังคมไทยซึ่งพบเห็นกันบ่อยๆ
ถ้าพิจารณากันอย่างลึกๆถึงแนวความคิดหรือความใฝ่ฝันของผู้ที่เรียนจบวิศวกรมานั้นมีจำนวนไม่น้อยที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการหรือที่เรียกว่าผู้ประกอบการ(Entrepreneur)และเช่นกันก็มีจำนวนไม่น้อยพยายามทำฝันของตนเองให้เป็นจริง
โดยที่หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่งก็เริ่มที่จะทดลองออกมาทำธุรกิจด้วยตนเอง
บางคนประสบความสำเร็จ ร่ำรวย แต่มีจำนวนมากที่ต้องแดกิจการ
ขาดทุนและกลับเข้าสู่วงจรอาชีพลูกจ้างอีกครั้ง
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะวิศวกรส่วนใหญ่นั้นมีความชำนานด้านเทคนิค
หรือแม้แต่การบริหารจัดการซึ่งเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ต้องการใช้ทักษะการติดต่อกับผู้คนจำนวนมากและต้องมีความรู้ในหลายๆมิติเช่น
บัญชี การเงิน บุคคล จิตวิทยาและอื่นๆ
ซึ่งแตกต่างจากงานด้านวิศวกรซึ่งจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงานกับเครื่องจักร
คอมพิวเตอร์ อยู่ในห้องทดลอง เป็นต้น จึงทำให้วิศวกร(บางคน)
นั้นไม่ถนัดต่อการทำงานที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมากถ้าวิศวกรคนใดเป็นเช่นนี้ก็ขอให้คิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะธรรมชาติของพื้นฐานทางการศึกษาจะเป็นตัวบ่งบอกถึงนิสัยของผู้นั้นได้ระดับหนึ่ง
และในหลายๆประเทศก็พบกับปัญหาเช่นเดียวกันนี้ไม่ว่าเป็นประเทศอเมริกา
อังกฤษ หรือออสเตรเลีย
นั้นก็พบปัญหาเช่นเดียวกันคือประเทศเหล่านี้มีความเข้าใจถึงปัญหาเช่นนี้
จึงได้มีการเปิดหลักสูตรด้านการบริหารจัดการทางวิศวกรรม(Engineering
Management (EM))
ให้เหล่าวิศวกรได้เข้ามาเรียนเพิ่มเติมเพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือศักยภาพของวิศวกรในด้านต่างๆ
ของการบริหารจัดการ ทำให้วิศวกรได้เรียนรู้ถึงการบริหารจัดการในหลายมิติ
เช่นเรียนรู้ด้านบัญชี การตลาด ด้านบุคคล รวมถึงงานขาย
เพื่อเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ
ซึ่งเป็นแนวทางให้ผู้ที่เรียนมาทางสายวิศวกรรมได้เข้าใจถึงแนวความคิดทางด้านธุรกิจเพิ่มมากขึ้น
สำหรับข้อแตกต่างระหว่างแนวคิดทางธุรกิจและทางวิศวกรรมที่เห็นได้ชัดคือการเรียนทางด้านวิศวกรรมจะถูกสอนให้พิจารณาเรื่องต่างๆโดยอาศัยตรรกะ(Logic)
เป็นที่ตั้งเพื่อช่วยในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
เพราะมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มามาก
หรือถ้าเปรียบเทียบให้ภาพชัดๆและเข้าใจง่ายก็คือการมองสี
ซึ่งก็จะมองเห็นเพียงสีที่ชัดเจนเท่านั้นเช่น สีขาว สีดำ หรือน้ำเงิน
หรือสีที่เป็นแม่สีเท่านั้น (ไม่ใช่ตาบอดสีนะ....)
แต่แนวคิดทางธุรกิจนั้นไม่ค่อยมีความชัดเจนเหมือนการมองแม่สีมากนัก
ส่วนใหญ่สีที่ได้จะเป็นสี่ที่ถูกผสมด้วยองค์ประกอบมากมายเช่นมองสีดำ
ก็จะออกเป็นสีเทาๆ
ความแตกต่างของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับว่าจะมอสีเทานั้นมีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด
ซึ่งไม่มีเหตุผลมากนัก ในการอธิบายด้วยวิธีทางตรรกะ(Logic)ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
จึงตอบได้เพียงว่าเป็นเรื่องของจิตใจหรือจิตวิทยา
เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจ
การเรียนเป็นวิธีการที่ดีเพิ่มเติมเป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่ง
แต่ก็จะมีข้อเสียคือเมื่อเรียนก็จะไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นเป็นรูปธรรม
ไม่มีพี่เลี้ยงที่ชัดเจน แถมยังเสียเงินเสียทอง(ส่วนตัว)ที่เก็บหอมรอบริบไว้
แถมเสียเวลา(ทำมาหากิน)
ดังนั้นวิธีการที่นอกเหนือจาการที่ต้องไปเรียนต่อในสายการบริหารจัดการ
ก็ยังมีวิธีการที่ทำได้ง่ายมากขึ้นและที่สำคัญคือได้ทั้งงานและความรู้ ได้ลอง
ได้มันส์(พะยะค่ะ) แถมยังได้เงินใช้(มาก)อีกด้วย
คือการเลือกงานในสายที่เกี่ยวข้องกับการขาย
คือการเข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรฝ่ายขาย
(sales
Engineer )
คำว่า "ขาย"
หลายคนรู้สึกไม่ชอบ เนื่องจากมีทัศนะคติที่ไม่ดีต่อคำว่าขาย ทำให้เกิดอคติ
และพาลไปถึงการไม่ชอบงานด้านการขายหรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับค่าว่า
ขาย เป็นอันต้องปฏิเสธ แต่ถ้าพิจารณากันอย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติของมนุษย์
พบว่าถ้าเทียบสถิติของผู้ที่ต้องการซื้อกับผู้ที่ต้องการขายนั้น
ปรากฏว่าผู้ที่ต้องการชื้อมีมากกว่าผู้ต้องการขาย
และจะมีความสุขเมื่อได้ซื้อสินค้า
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรเมื่อพูดถึงคำว่า "Shopping"
มีแต่คนสนใจ
บางคนถึงกับไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนไปดูอะไรเพราะขอให้ได้ซื้อของเท่านั้น
เป็นอันแฮปปี้ เช่นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริษัท Master Cool
ที่ผลิตเครื่องปรับอากาศนอกอาคาร
ใช้การทำตลาดช่วงต้นๆโดยหลังจากได้พัฒนาสินค้าจนเป็นที่พึงพอใจแล้ว
จึงได้นำไปตั้งตามสถานที่ต่างๆ โดยให้บริการฟรี
เพียงขอติดเบอร์สำหรับติดต่อกลับ(ถ้ามีผู้สนใจ) และก็มีคนติดต่อกลับจริงๆ
แสดงว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการซื้อ เพราะเพียงหลักการง่ายๆเช่นนี้ก็ขายได้
ลองคิดดูว่าถ้าการขายที่ต้องใช้คนผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญเข้าไปด้วยเช่น
วิศวกร
จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นอะไรขอให้เข้าใจหลักการที่สำคัญของการขายเท่านั้น
เพราะการขายนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้(Tangible) และจับต้องไม่ได้(Intangible)
นำมาเปลี่ยนกระบวนการ(Process Transform)ให้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้
คำว่าจับต้องได้นั้นหมายถึงจะทำอย่างงไรให้ผู้มุ่งหวัง(Prospect)นั้นมีความเข้าใจถึงสินค้าที่ตนเองกำลังจะนำเสนอ
และต้องมองข้ามไปถึงว่าเมื่อเข้าใจแล้วต้องรู้สึกอยากที่จะนำไปใช้อีกด้วยและนี่ก็คือสิ่งที่วิศวกรทั้งหลายต้องตีโจทย์ของผู้มุ่งหวังให้แตกและถอดออกมาให้สอดคล้อง(Product
Matching)กับสินค้าที่ตนเองกำลังจำหน่าย
สำหรับคำว่าจับต้องไม่ได้นั้นมีความหมายว่า
วิศวกรฝ่ายขายจะต้องทำอย่างไรที่นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าที่ใช้เป็นจุดขายให้ผู้มุ่งหวังมีความสนใจในสินค้า
หรือสนใจในบริษัทจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกและนำมาสู่ความน่าเชื่อถือ
ซึ่งล้วนแต่เป็นกลวิธีหรือเทคนิคที่วิศวการฝ่ายขายต้องนำมาใช้ให้ผู้มุ่งหวังนั้นได้รับรู้
ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้
เพราะวิธีการเหล่านี้มีหลักเพียงต้องการกระตุ้นต่อมความพึงพอใจของผู้มุ่งหวังมีมากพอ
การซื้อก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร วิธีการที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น
แต่บางครั้งจะส่งผลแรงกว่าคุณภาพของสินค้าซึ่งเป็นที่จับต้องได้เสียอีก
ดังนั้นนักขายที่ประสบความสำเร็จจะอาศัยกลไกการเปลี่ยนสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ให้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้
ถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รับรู้ได้ว่าถ้าจะซื้อสินค้าตัวนี้ ก็ต้องนักขายคนนี้
เพราะมีการดูแลที่ดี มีความประทับใจเป็นต้น
เรียกได้ว่าผู้มุ่งหวังหรือลูกค้าสัมผัสความประทับใจเหล่านี้
ได้จนถึงห้วงลึกของจิตใจ ดังนั้นจะซื้อสิค้าครั้งใด ก็ต้องนักขายคนนี้
คนอื่นไม่ได้ ไม่ยอมและก็ไม่ซื้อ เรียกได้ว่าเป็นปลื้มกันอย่างทั่ว หน้า
กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงสิงที่ตอบสนองต่อความรู้สึกของลูกค้าจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
สำหรับผู้ที่ทำงานขายใหม่ๆ
จะเข้าใจบางคนก็ปฏิเสธจึงทำหมีเส้นกั้นของความสำเร็จในอาชีพขายนี้
คือถ้าใครสามารถที่จะตีโจทย์เช่นนี้ได้แตก
และเร็วก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะปรับตัวและไม่ชอบที่จะทำความเข้าใจกับลูกค้า
โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในขายก็น้อยลง และในที่สุดก็จะเลิกไปทำอย่างอื่นแทน
สำหรับพื้นฐานหรือแนวความคิดของการเป็นวิศวกรฝ่ายขายกับพนักงานขายทั่วไปนั้นมีความแตกต่างกันมาก
นอกเหนือจากพื้นฐานของการขายที่มีขั้นตอนคล้ายกัน ตั้งแต่การติดต่อ(Contract
Stage)
การค้นหาข้อมูล(Information Stage) การโต้แย้ง(Argue
Stage)และการปิดการขาย(Closing Stage)
แต่ความลึกในการติดต่อทั้งในเรื่องของข้อมูลความรู้ กระบวนการและวิธีการ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ
เช่นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อนึ่งจะคอยพูดถึงสรรพคุณของรถของตนเองว่าขายต่อได้ง่าย
ราคาไม่ตก โดยมุ่งเน้นไปที่ตัวสินค้า หรือเทคนิคที่ควรจะนำเสนอ
ดังนั้นประเด็นที่ตามมาก็คือเรื่องของการต่อสู้ด้านราคา
ผู้ที่จะเป็นวิศวกรฝ่ายขายจะมองสินค้าเพียงความเข้าใจเช่นนี้ไม่ได้
ดังนั้นวิศวกรฝ่ายขายต้องมีมากกว่ามีความเข้มข้นของการให้คำปรึกษากับลูกค้าได้มากกว่า
จึงทำให้ผู้ที่จะมาเป็นวิศวกรฝ่ายขายที่ดีนั้นต้องทำงานหนักกว่าพนักงานขายทั่วๆไปมาก
เพราะต้องเข้าใจสินค้าในเชิงลึก
สำหรับความรู้ด้านสินค้าที่วิศวกรฝ่ายขายต้องทำความเข้าใจนั้นมีอยู่ 8
ประการดังต่อไปนี้
1) สมรรถนะ(Performance)
เป็นความรู้ของสินค้าที่ต้องอธิบายให้ได้ว่าสินค้าที่ตนเองกำลังจำหน่ายอยู่นั้น
มีสมรรถนะเป็นอย่างไร มีความเหมาะสมกับผู้ใช้เพียงใด
ถ้าเปรียบเทียบในเรื่องของรถคือต้องเข้าใจถึงเรื่องของแรงม้าหรือหากเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ก็ต้องเข้าใจถึงความเร็วจอง
CPU เป็นต้น
นำความรู้เหล่านี้มาใช้ประประกอบการตัดสินใจของลูกค้าว่าควรจะเลือกซื้ออย่างไรดีโดยการนำปริมาณงานหรือความต้องการใช้งานของลูกค้ามาเป็นที่ตั้ง
สินค้าทุกชนิดจะต้องมีสมรรถนะของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญและบ่งบอกได้ถึงความเหนือชั้นของสินค้าตนเอง
ที่สำคัญของการบอกสมรรถนะนั้นจะเป็นการบอกให้ได้รับรู้อย่างง่ายๆ
ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจ เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ
2) คุณลักษณะ (Feature)
เป็นรายละเอียดของสินค้าในเชิงลึก
ซึ่งหลายคนเข้าใจดีว่าคือ Spec
ของสินค้านั้นๆการรู้ลึกถึงคุณลักษณะในด้านของการเป็นวิศวกรต้องรู้ให้ลึกกว่าการเป็นนักขายธรรมดา
เพราะความคาดหวังของลูกค้าคือการที่วิศวกรจะสามารถอธิบายรายละเอียดในแต่ละหัวข้อของคุณลักษณะได้
3 ) ความเสถียร (Reliability)
เป็นรายละเอียดของสินค้าที่พิจารณาลึกลงไปถึงความเชื่อมั่นของสินค้านั้นๆ
ว่ามีการทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือได้เพียงใด ไม่ใช่ใช้สินค้าแบบ 3
วันดี 4 วันไข้ อย่างนี้ก็ไม่เสถียร
ดังนั้นการเตรียมข้อมูลต่างๆเพื่อที่จะยืนยันนอนยันว่าสินค้าที่ตนเองกำลังนำเสนอนั้นเป็นที่น่าเชื่อถือ
เช่นการมีใบผ่านการทดสอบหรือไม่ มีผลจาการทดลองใช้หรือไม่
หรือแม้แต่มีคำบอกกล่าวจากผู้ที่เคยใช้สินค้าของตนเองแล้วมีความรู้สึกอย่างไร
ข้อสำคัญคือข้อมูลเหล่านี้ต้องเป็นข้อมูลของจริง
หมายถึงว่าลูกค้าเคลือบแคลงสงสัย
ก็ต่อสายตรงพูดคุยกับผู้ที่เคยใช้ได้ทันทีเป็นต้น
4 )
รูปแบบที่กำหนดไว้ (Conformance)
ในสินค้าทุกตัวนั้นจะต้องมีรูปแบบที่กำหนดไว้ เช่นมีขนาด(Size)เป็นอย่างไร
มีปุ่มต่างๆเป็นอย่างไร
สินค้าที่ตนเองกำลังจำหน่ายนั้นมีรูปแบบที่ตรงกับที่บอกไว้หรือไม่
ผู้ที่เป็นวิศวกรฝ่ายขายจึงต้องศึกษาถึงรูปแบบที่กำหนดไว้ให้ชัดเพราะถ้ามีคำถามถึงที่มาที่ไปของรูปแบบนั้น
ก็ต้องอธิบายได้เป็นฉากๆ ไม่ใช่เป็นใบ้
ตอบไม่ถูกซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าลดลง
5 )
ความคงทน (Durability)
ความคาดหวังอีกอย่างหนึ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการคือการที่สินค้าที่กำลังจะซื้อนั้นจะใช้ได้นานเพียงใด
มีความคงทนมากน้อยหรือไม่
ในบางครั้งก็ยากที่จะอธิบายหรือรับรองได้ว่าสินค้าที่วิศวกรฝ่ายขาย
จำหน่ายนั้นมีระยะเวลาการใช้งานได้นานเพียงใดแต่เมื่อลูกค้ามีความกังวล
หน้าที่หลักของการเป็นวิศวกรฝ่ายขาย คือการคลายกังวลในตัวลูกค้า
ดังนั้นการใช้เอกสารอ้างอิงหรือผลทดสอบโดยเฉพาะการทดสอบที่เป็น Mean
Time Before Failure (MTBF)
จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องนำผลทดสอบมาใช้ MTBF
เป็นการทดสอบการใช้งานว่าสินค้านั้นๆจะใช้งานได้นานเพียงใด
ซึ่งส่วนใหญ่การทดสอบก็จะใช้กรรมวิธีคือนำสินค้าทดสอบที่ความสามารถสูงสุดที่สินค้านั้นๆจะทำได้เช่นถ้าเป็นเครื่องทำความร้อนก็จะเปิดให้ร้อนสูงสุดเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน
และนำผลที่มาคำนวนถึงระยะเวลาที่สินค้านั้นๆจะคงทน
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องเข้าใจถึงกรรมวิธีของการทดสอบ
MTBF นั้นว่าทำได้อย่างไร
ก็จะทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นกำลังสอง
6 )
การให้บริการ (Serviceability)การให้บริการเป็นสิ่งที่สำคัญ
ที่จะนำมาซึ่งการกลับมาซื้อสินค้าอีกของลูกค้า ทำให้มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง
วิศวกรฝ่ายขายที่เป็นมืออาชีพก็จะนำจุดแข็งของตนเองมาใช้ประกอบ
เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการขายเพื่อสร้างฐานลูกค้าระยะยาว
เช่นบางคนก็ลงมือช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าโดยที่ไม่ต้องรอให้ร้องขอ
หรือไม่ต้องรอหน่วยบริการหลังการขายมาบริการ
เพราะในบางปัญหาที่ไม่ซับซ้อนนั้นวิศวกรฝ่ายขายบางคนก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เอง
หรือแม้แต่การบำรุงรักษาเบื้องต้นที่จะทำให้กับลูกค้า
นอกเหนือจาการเข้าพบเข้าเยี่ยมธรรมดาและพูดคุยเรื่องทั่วไป
ก็จัดทำการบำรุงรักษาให้คำแนะนำต่างๆด้วยความจริงใจ
เรียกได้ว่าเป็นชกแบบเก็บคะแนนได้อย่างแนบเนียน
และเมื่อมีการซื้อซ้ำโอกาสพลาดเป้าก็น้อยมากเช่นกัน
7)
รูปลักษณะที่สัมผัสได้ (Aesthetics)
เป็นการรับรู้ในเบื้องต้นของลูกค้าว่าสินค้านั้นมีความสวยงาม
สะดวกใช้เพียงใด เพราะสินค้าบางประเภทไม่ได้ออกแบบให้สวยงาม
แต่การออกแบบนั้นรับกับสรีระของร่างกาย
ก็ทำหมีความสะดวกในการใช้รูปลักษณะที่สัมผัสได้นี้
จะสอดคล้องกับประสาทสัมผัสทั้ง 5
ของร่างกายเช่นเป็นแล้วสวยหรือไม่ สีสรรดูเด่น
ดูแล้วน่าดึงดูดหรือไม่มีขนาดเป็นเช่นไร กว้าง ใหญ่ เล็ก
หรือแม้แต่การมีกลิ่นก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน
ดังนั้นการเป็นวิศวกรฝ่ายขายจึงต้องเข้าใจในเรื่องของรูปลักษณะที่ลูกค้าจะรับรู้
หมายถึงเกี่ยวข้องกับการออกแบบสินค้านั้นว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เป็นต้น
8)
ความเชื่อมั่นในแบรนด์ (Brand)
เป็นเรื่องสุดท้ายที่เกี่ยวพันธ์กับการตลาดมากทีสุด
นั้นคือความเชื่อถือในแบรนด์นั้นๆ
ซึ่งต้องอาศัยกลไกทางการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องรวมถึงความเป็นระเบียบวินัยของผู้ที่ทำงานฝ่ายขาย
เช่นเอกลักษณ์ที่สำคัญของผู้ที่ขายสินค้านี้ต้องใส่ชุดเครื่องแบบเพื่อเป็นจุดสนใจ
ผู้ที่ทำงานวิศวกรฝ่ายขายก็ต้องเข้าใจ
และทำตามจะยืนหยัดในความคิดของตนเองเช่นเดิม
ก็ไม่ได้การเป็นวิศวกรฝ่ายขายจึงต้องเข้าใจถึงหลักการการตลาด
เพื่อนำมาเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการขายสินค้าของตนเอง
นอกเหนือจากความรู้ด้านสินค้าแล้ว
ทักษะการเป็นนักขายยังรวมถึงบุคลิกภาพของการเป็นนักขายนั้น
ต้องมีการเตรียมตัวกันพอสมควร เพราะการขายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ต้องมีความเข้าใจในศิลปะในการขาย บางครั้งต้องหย่อน บางครั้งต้องตึง
แล้วแต่จังหวะในการขาย ในหลายองค์กรให้ความสำคัญกับนักขายมาก
เพราะนักขายเป็นด่านแรกในการสค้างจุดสัมผัสกับลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง (Customer
Touch Point)
เป็นการเริ่มต้นของการสร้างความประทับใจหรือทำให้ลูกค้าผิดหวัง
นักขายจึงต้องเข้าใจในบุคลิกลักษณะที่นักขาย (Personal Characteristics)
พึงปฏิบัติเมื่อยู่ต่อหน้าและลับหลังลูกค้า
การสร้างบุคลิกลักษณะที่ดีต่อลูกค้าเป็นจุดเริ่มของการสร้างสายสัมพันธ์ลูกค้าระยะยาว
(Long Term Relationships)
ทำให้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งหาลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
บุคลิกลักษณะของนักขายที่จำเป็นต้องมีด้วยกัน 9 ข้อ
ซึ่งเป็นพื้นฐานของเป็นนักขายพึงปฏิบัติ มีดังต่อไปนี้
1) ใส่ใจในลูกค้า
(Care for Customer)
นักขายที่ดีต้องมีความรู้สึกเอาใจใส่ ห่วงใย
ดั่งตนเองมีส่วนร่วมกับความรู้สึกของลูกค้า
ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การนำเสนอสินค้าเพื่อขายเท่านั้นเช่นการนำเสนอสินค้าที่มีราคาสูงให้กับลูกค้ามากกว่ามากกว่าการคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงที่ลูกค้าต้องการ
เพราะนักขายหลายคนเอาตนเองเป็นที่ตั้ง คือถ้าได้ยอดขายที่สูง
ตนเองก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน
การเอาใจใส่ในลูกค้าต้องคำนึงถึงความรู้สึกของลูกค้าเป็นตัวตั้ง
คำนึงถึงคงวามจำเป็นที่ลูกค้ามีและพยายามคิดว่าถ้าตนเองเป็นลูกค้าจะทำเช่นนี้หรือไม่มากกว่ามุ่งแต่ขายอย่างเดียว
2 )
การมีส่วนร่วมในการทำงาน (Joy in Work)
เป็นการเข้าไปรับรู้การทำงานของลูกค้า ทำให้ทราบถึงกระบวนการต่างๆที่ลูกค้าทำ
ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพนักงานของลูกค้า
ความรู้ความเข้าใจการทำงานร่วมทำหนักขายสามารถเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
3 )
มีสัมพันธ์ภาพที่ดีกับลูกค้า (Harmony in Relationship)
เป็นบุคลิกลักษณะที่จะประสานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
หรือกลุ่มเป้าหมาย ทำให้มีความคิดที่กลมกลืนและให้ความร่วมมือกับลูกค้า
การสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีไม่มีหลักวิธีที่แน่นอน
ชวนกันไปเล่นกีฬาบ้างในวันหยุดหรือไปแสดงความยินดีกับลูกค้าในช่วงเทศกาล
ก็จะทำให้การทำงานลดความตึงเครียด เวลาที่ต้องติดต่อธุรกิจลงไปมาก
4 )
ไม่เร่งรีบปิดการขาย (Patience in Closing the sale)
นักขายหลายคนมีความกังกลกับผลงานของตนเองโดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน
ทำให้การทำงานออกมาในรูปแบบที่เร่งรีบหรือเร่งรัด โดยเฉพาะช่วงของการปิดการขาย
ความเร่งรีบที่มากเกินไปจะทำให้ลูกค้ารู้สึกกังวน ไม่มั่นใจ
และอึดอัดบางครั้งลูกค้าต้องการเวลาในการตัดสินใจ
หรือมีข้อสงสัยบางประการที่ยังไม่ชัดเจน
ความเข้าใจผิดของนักขายหลายคนใช้วิธีการของการ "ตื้อ"
และพยายามวนเวียนอยู่กับการปิดการขายทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด
และที่สำคัญเมื่อซื้อแล้วปรากฏว่าสินค้าไม่เป็นไปตามที่คิดไว้
ทำให้ลูกค้าไม่พอใจซึ่งทำให้เป็นผลเสียมากกว่าผลดี
ดังนั้นนักขายจึงต้องมีความอดทนที่จะไม่เร่งรีบการปิดการขาย
ให้ลูกค้ามีอิสระทางความคิดในการพิจารณาและตัดสินใจ
5 )
มีจิดใจดี (Kind to People)
การมีน้ำใจเป็นพื้นฐานที่นักขายต้องพยายามสร้างเพื่อให้ผู้พบเห็นมีความชื่นชอบ
มีนักขายหลายคนพยายามสร้างแนวความคิดที่เป็นผู้ที่มีจิตใจดี
แต่ไม่ได้ออกมาจากจิตใจที่แท้จริงทำให้ดูแล้วเหมือนการแสแสร้ง
ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
หลักง่ายๆของการมีจิตใจดีที่สามารถทำได้เป็นรูปธรรมคือพยายามมองทุกสิ่งในด้านดี
หรือเรียกว่า Positive Thinking
และเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะตัวไปทำให้เกิดเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น
6)
การมีจริยธรรม (Morally ethical)
คือความรู้สึกที่จะไม่เอาเปรียบลูกค้า ให้ความจริงใจตรงไปตรงมา
เช่นสินค้าที่ใกล้หมดอายุก็ต้องบอกความเป็นจริงกับลูกค้า
ไม่ใช่ต้องการขายเพื่อที่จะบายสินค้าให้ลดน้อยลง
เมื่อลูกค้าทราบภายหลังทำให้มีความรู้สึกที่ไม่พอใจ
และอาจไม่กลับมาซื้ออีกเลยในอนาคต
7)
มีวาจาน่าเชื่อถือ (Faithful to word)
นักขายกับการพูดเป็นสิ่งทีแยกกันไม่ออก
แต่การพูดทุกครั้งไม่ได้หมายความว่าลูกค้า หรือผู้ฟังจะมีความรู้สึกที่ดี
การพูดที่ไพเราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยการสนทนาน่าฟัง
แต่ไม่เพียงพอสำหรับงานขายเพราะการพูดเพื่องานขายนั้นต้องเป็นคำพูดที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้
นักขายที่ดีจึงต้องมีการเตรียมตัวในข้อมูลต่างๆ ก่อนการออกพบลูกค้า
และทีสำคัญต้องหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้
นำมาใช้ให้ถูกกาลเทศะตามความเหมาะสม
8)
มีความยุติธรรมในการขาย (Fairness in Scale)
นักขายหลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะความพยายามที่จะฉวยโอกาสกับลูกค้า
เช่นสินค้าบางตัวสามารถต่อรองราคาได้ หรือมีของแถมเมื่อลูกค้าชื้อสินค้า
แต่ความเป็นจริงนักขายกับเก็บของแถมไว้ไม่ให้ลูกค้า
ทำให้มีปัญหาว่าลูกค้าบางคนได้รับแต่บางคนไม่ได้รับ
ลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจ และไม่ยุติธรรมของนักขาย
ดังนั้นถ้านักขายต้องการความช่วยเหลือลูกค้าก็จะปฏิเสธเช่นกัน
9)
การรู้จักควบคุมอารมณ์ (Selt-control in emotional)
บ่อยครั้งที่นักขายต้องตกอยู่ในสภาวะของแรงกดดัน
ในขณะอยู่ต่อหน้าลูกค้า แรงกดดันเหล่านี้มาจากการเจรจาต่อรอง
การโต้แย้งเกี่ยวกับสินค้า ราคาและอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด
นักขายต้องเก็บความรู้สึกไว้
โดยไม่แสดงออกถึงอารมณ์ต่างๆเช่นโกรธฉุนเฉียว
เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าหายไป
หลักที่ง่ายและปฏิบัติได้คือการตรวจสอบภาวะทางอารมณ์ก่อนการเข้าพบทุกครั้ง
ถ้าพบว่าภาวะทางอารมณ์ไม่มั่นคง โดยตรวจสอบจากภาวะแวดล้อมของตนเองเช่นข่าวดีใจ
เสียใจ รถติด ทะเลาะกับแฟน หรืออื่นๆ นักขายต้องพยายามปรับความรู้สึก
และถ้าคิดว่าถ้าต้องใช้เวลาในการปรับอารมณ์นาน
การนัดหมายในครั้งนั้นอาจต้องส่งตัวแทนหรือเลื่อนไป ถึงแม้จะไม่เหมาะสม
ถ้านักขายจะต้องเลื่อนนัด
แต่ก็ยังดีกว่าไปทำลายความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อนักขาย หรือต่อบริษัทให้หมดลงไป
โดยไม่มีทางที่จะแก้ไข
หลักสำคัญของการขายนั้นมีมากมายหลายประการแต่สำคัญที่สุดคือความตั้งใจ
อย่าพึ่งท้อแท้ และล้มเลิกความตั้งใจของตนเองไปเสียก่อน
เพราะอย่าลืมว่ากรุงโรมที่มีความอลังการณ์นั้นไม่ได้สร้างเสร็จเพียงวันเดียว
นั่นก็ย่อมหมายถึงงานทุกอย่างต้องอาศัยเวลา การเรียนรู้ ความพยายาม
และที่สำคัญคือต้องมีความเชื่อว่าตนเองนั้นทำได้
ถ้าพลังแห่งความเชื่อนี้บังเกิด โลกทั้งโลกก็อยู่ในกำมือของคน
ดังนั้นกับคำที่บอกกล่าวกันมาว่า " ไม่มีอะไรที่วิศวกรทำไม่ได้"
เพียงแต่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น.....
คำพูดเหล่านี้จะเป็นเพียงคำบอกกล่าวพูดแล้วก็หายไปหรือเป็นจริงสร้างฝัน
สร้างอนาคตของตนเอง ไม่มีใคร บอกได้นอกจากตัวคุณเอง.... ฝากไว้ให้คิด
หมายเหตุ www.9engineer.com ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในข้อมูลและเนื้อหาภายในเว็บไซด์ |